บลูเบอร์รี่ เมืองไทยก็ปลูกได้

หลายท่านที่เคยไปตามห้างสรรพสินค้า อาจพบผลไม้ ที่บรรจุในกล่องเล็ก ๆ มีลูกกลมสีม่วง ๆ หรือที่เราเรียกันว่า บลูเบอร์รี่ (blueberry) กันบ้างนะครับ   บลูเบอร์รี่ นอกจากจะมีรสชาติ หวานอร่อย แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มากมาย  แต่ราคาก็ถือว่าแพงมากเลยทีเดียว   ถ้าเราสามารถปลูก บลูเบอร์รี่ทานเองได้ที่บ้าน หรือปลูกขายก็น่าจะเป็นผลไม้ที่ทำรายได้ ได้สูงมากทีเดียว ท่านเชื่อหรือไม่ว่า บลูเบอร์รี่ บางสายพันธุ์ สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  บทความนี้ ทางเราจะนำเสนอวิธีการปลูกบลูเบอร์รี่ รวมทั้งแนะนำสายพันธุ์ ที่ปลูกได้โดยไม่ต้องใช้ความหนาวเย็น  ซึ่งจะสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของไทย

เชื่อไหมว่า มนุษย์เราเพิ่งจะ รู้จักวิธีการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่ เมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง  อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ ว่าทำให้ บลูเบอร์รี่  เป็นพืชที่ มี โรค แมลง น้อยมาก   บลูเบอร์รี่ เป็นพืชในตระกูลใกล้เคียงกับ กุหลาบพันปี (rhododendron and azalea) เป็นไม้พุ่มที่มีดอกสวยงาม เป็นต้นไม้ประดับสวนได้เป็นอย่างดี

สายพันธุ์ บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ เป็นไม้ดอกยืนต้น จัดอยู่ใน genus Vaccinium ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด กระจายทั่วไปทั้ง อเมริกา ยุโรป และเอเชีย  แต่พันธุ์ที่ปลูกเพื่อการค้าทั้งหมด มีแหล่งกำเนิดมาจาก อเมริกาเหนือ  เราสามารถแบ่ง บูลเบอร์รี่ ออกได้เป็นกลุ่ม ดังนี้

Low bush

Low bush  เป็นบลูเบอร์รี่ที่มีลักษณะ พุ่มเตี้ย ปกติจะไม่สูงเกิน 1 ฟุตครึ่ง  เป็นบลูเบอร์รี่ที่ต้องการคู่ผสม ถ้าต้องการผลผลิตที่ดี ต้องปลูกมากกว่า 1 สายพันธุ์ ในกลุ่มของ Low bush เอง หรือ กลุ่ม High bush

Northen High bush

เป็นพืชท้องถิ่นของ ภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา  พุ่มสูงได้ถึง 5-9 ฟุต พันธุ์ นี้ต้องการตัตแต่งกิ่ง อยู่เสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

Rabbiteye

เป็นพืชท้องถิ่นของ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา  พุ่มสูงได้ถึง 6-10 ฟุต (สูงกว่า Highbush)  พันธุ์นี้ชอบ อากาศร้อน  (แต่ยังต้องการความหนาวเย็นเพื่อสร้างตาดอก)  และไม่ทนต่ออากาศหนาวจัด 

Half-high bush

เป็นพันธุ์ ผสมระหว่าง  Northen High bush กับ Low bush  พุ่มสูงปานกลาง ประมาณ 3-4 ฟุต ผลมีขนาดปานกลาง  ไม่ต้องการการตัดแต่งกิ่งมากเท่า พันธุ์ highbush

Southern Highbush
เป็นพันธุ์ ผสมระหว่าง Vaccinium Corymbosum กับ บลูเบอร์รี่ท้องถิ่นของ ฟลอริด้า V.darrowii   พุ่มสูงได้ถึง 6-8 ฟุต  เป็นสายพันธุ์ ที่ต้องการความหนาวเย็นน้อย ในการสร้างตาดอก  บางสายพันธุ์ ไม่ต้องการความหนาวเย็นเลย ก็สามารถสร้างตาดอกได้    โดยสายพันธุ์ในกลุ่มนี้ สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย   โดยพันธุ์ที่แนะนำได้แก่
  • Sharp blue
  • Sunshine blue
  • Biloxi
  • OB1 เป็น สายพันธุ์ออกใหม่จากออสเตรเลีย ซึ่งสามารถให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ

การปลูกบลูเบอร์รี่

ต้นบลูเบอร์รี่ มีอายุค่อนข้างนาน หากเราดูแลรักษาอย่างดี อาจให้ผลผลิตได้ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี – 50 ปี เลยทีเดียว แนวทางการปลูกและดูแล บลูเบอร์รี่ เบื้องต้นมีดังนี้

  • ตินในแหล่งปลูก จะต้องระบายน้ำได้ดี
  • บลูเบอร์รี่ชอบดินกรด ค่าความเป็นกรด/ด่าง pH ประมาณ 5.0
  • ควรใส่อินทรีย์วัตถุผสมลงในดินในปริมาณมาก หรือ อาจใส่คลุมดินก็ได้
  • หากปลูกเป็นแถว ควรยกร่องสูงประมาณ 1-1.5 ฟุต  และขนาดร่องกว้าง 3 ฟุต  เพื่อการระบายน้ำที่ดี
  • บลูเบอร์รี่ชอบแดดจัด แหล่งปลูกควรได้รับแดดเต็มวัน หรืออย่างน้อย 3/4 ของวัน
  • ไม่ควรให้บลูเบอร์รี่ออกผลในช่วง 1-2 ปีแรก (ให้ปลิดดอกทิ้ง) เพื่อให้มันนำอาหารไปเลี้ยงลำต้นให้แข็งแรงก่อนจะให้ผลผลิตในปีที่ 3
  • เนื่องจากบลูเบอร์รี่ชอบดินกรด  การปรับสภาพดินที่มี pH สูงให้ต่ำลง หรือเป็นกรดมากขึ้นนั้นไม่ควรปรับอย่างรวดเร็ว แต่ควรจะค่อย ๆปรับทีละน้อย โดยแต่ละปี ให้ลดค่า pH ลง 0.5 ถือว่าเหมาะสม  วิธีการลดค่า pH นั้นทำได้โดยใช้ ปุ๋ย แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) หรือ ใส่ กำมะถันผง  การใส่ peat moss ก็สามารถช่วยปรับสภาพดิน เพิ่มอินทรีย์วัตถุและทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น ได้ด้วย

การปลูกให้ขุดหลุม ขนาดประมาณ 2 เท่าของถุงดำหรือกระถางใส่ต้นพันธุ์มา ผสม ปุ๋ยอินทรีย์โวก้า เสริมซิลิคอน กับดินที่ขุดมา แล้วใส่กลับลงไปในหลุม  ใส่ต้นพันธุ์แล้วกลบดิน  คลุมผิวดินด้วยอินทรีย์วัตถุเช่น ฟาง เพื่อรักษาความชื้น   หลังจากตันเริ่มตั้งตัวได้แล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งออกประมาณ 25% เพื่อกระตุ้นการสร้างกิ่งใหม่

ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก ยังไม่ต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพิ่มเติม   จะเริ่มการตัดแต่งกิ่ง ในปีที่ 3 ซึ่งจะทำหลังจากบลูเบอร์รี่ ให้ผลผลิตแล้ว  โดยแต่งกิ่งให้พุ่มโปร่ง และตัดกิ่งที่แก่ สีเข้มออก

เนื่องจาก บลูเบอร์รี่เป็นต้นไม้ที่มีระบบรากตื้น มันจึงต้องการน้ำในปริมาณมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ การรดน้ำควรรดให้ชุ่ม มากกว่าที่จะรดให้ดินพอเปียกเท่านั้น

การใส่ปุ๋ยควรใส่เมื่อเริ่มเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ บลูเบอร์รี่จะสร้างใบใหม่เป็นจำนวนมาก สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 10-5-5  แต่ก็อาจขึ้นกับสภาพดินแต่ละที่ด้วย   การใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง ให้ใส่หลังจากการตัดแต่งกิ่ง เพื่อเร่งการสร้างใบใหม่จากกิ่งที่ถูกตัดแต่ง

บลูเบอร์รี่ถือว่าเป็นพืชที่มี โรคแมลงมารบกวนน้อย  ที่พบได้แก่

  • นก
  • หนอน
  • ราแป้ง