การสกัดน้ำมันอะโวคาโด้

น้ำมันอะโวคาโด้ จัดเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่แพ้น้ำมันมะกอกเลย โดยมีทั้งกรดไขมันที่ดี และสารต้านอนุมูลอิสระ และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น

  1. มีกรดโอเลอิก ในปริมาณสูง  กว่า 70% ของไขมันในน้ำมันอะโวคาโด้ กรดโอเลอิก เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลไม่ดี และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้
  2.  มีปริมาณ ลูทีน สูง ลูทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ ที่พบมากในตาของเรา  ลูทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยปกสายตาของเรา  ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก และวุ้นในตาเสื่อมได้
  3.  ช่วยลดอาการของโรคไขข้ออักเสบ (Arthiritis) มีรายงานว่าน้ำมันอะโวคาโด้ ร่วมกับน้ำมันถั่วเหลือง สามารถข่วยลดความเจ็บปวด และความตึง จากโรคไขข้ออักเสบได้
  4.  บำรุงผิว ช่วยสมานแผล  มีรายงานว่า ครีมที่ประกอบด้วยน้ำมันอะโวคาโด้ และวิตะมิน B12  ช่วยรักษาอาการสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ได้  การทดลองกับหนูทดลอง พบว่า น้ำมันอะโวคาโด้ ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นอีกด้วย
  5. น้ำมันอะโวคาโด้ มีจุดเกิคควัน (Smoke point) สูง จุดเกิดควันคืออุณหภูมิที่เริ่มทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ  น้ำมันอะโวคาโด้มี จุดเกิดควัน สูงถึง 250-270 องศาเซลเซียส  สูงกว่าน้ำมันพืชเกือบทุกชนิด ทำให้เราสามารถใช้ประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูงเช่น ทอด ผัด โดยน้ำมันยังคงสภาพที่ดีอยู่

วิธีการสกัดน้ำมันอะโวคาโด้ มีได้หลายวิธี ทั้งการใช้การตีนวด การบีบ ใช้ไมโครเวฟ หรือสกัดด้วยตัวทำละลาย แต่วิธีที่จะกล่าวถึงนี้เป็นวิธีที่ใช้สกัดในครัวเรือน  โดยวิธีนี้จะเป็นวิธีการสกัดโดยไม่ใช้ความร้อน (สกัดเย็น)

  1. ปอกอะโวคาโด้ นำเมล็ดออก ขูดเอาแต่ส่วนเนื้อผล 
  2.  นำเนื้ออะโวคาโด้ ที่ได้มาบดในเครื่องปั่น จนละเอียด
  1. นำเนื้ออะโวคาโด้ที่บดละเอียดแล้ว มาเกลี่ยลงบนถาด
  1. ตากแดดประมาณ 2-3 วันจนเนื้ออะโวคาโด้ แห้ง ซึ่งสีจะออกเป็นสีน้ำตาล
  1. นำเนื้ออะโวคาโด้ที่แห้งแล้วมาบีบเอาน้ำมันออก โดยนำเนื้อใส่ในผ้าขาวบาง แล้วใช้มือบีบเอาน้ำมันออก
  1. เพียงเท่านี้ ก็จะได้น้ำมันอะโวคาโด้ เรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลอ้างอิง:
  • https://www.healthline.com/nutrition/9-avocado-oil-benefits
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Smoke_point